การเคลือบแก้ว เคลือบเซรามิก ในปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด คาร์แคร์ส่วนใหญ่เริ่ม Up scale เป็นร้านที่สามารถทำ Coating ได้ มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้ง Online & Offline กันอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้ลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองดียังไงบ้าง มีแบรนด์ต่างๆนำผลิตภัณฑ์เข้ามาจำหน่ายผ่านการเป็นตัวแทนต่างๆ ซึ่งมาถึงตอนนี้ทุกท่านก็คงรู้จักกันแล้วว่า เคลือบแก้ว เคลือบเซารามิก มันคืออะไร มันจะมาตอบโจทย์อะไรให้รถเราบ้าง การเคลือบแก้วเคลือบเซรามิกมีกี่แบบ เราจะเลือกแบบไหนจึงจะเหมาะกับเรา ซึ่งเป็นการเคลือบที่ร้านต่างๆ นำมาใช้กัน บางทีก็เพราะวัตุประสงค์การใช้งาน บางทีก็เป็นเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดให้ดูทันสมัย หรือใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง เรามาดูกันว่าการเคลือบแก้ว เคลือบเซรามิกมีกี่แบบ กี่วิธี

 

วิธีการทำเคลือบแก้วแบบที่ 1 เคลือบแก้ว/เคลือบเซรามิก ระบบทาด้วยมือ (Hand made)  ซึ่งระบบนี้จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญ ในการทาน้ำยาเคลือบแก้วรถยนต์ ลงไปที่ผิวรถยนต์ด้วยฟองน้ำ ซึ่งเป็นวิธีที่ ร้านคาร์แคร์ทั่วไป หรือคนที่เคลือบแก้วด้วยตนเอง นิยมใช้มากที่สุด เพราะไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เพิ่มมากนัก อาศัยคุณภาพของน้ำยาเคลือบแก้วรถยนต์ และทักษะฝีมือช่างเท่านั้น ซึ่งเป็นการทาน้ำยาเคลือบแก้ว ลงบนชั้นผิวสีรถยนต์ด้วยฟองน้ำหรือผ้า ซึ่งสามารถเลือกทำได้ กับน้ำยาเคลือบแก้วทุกเกรด  ดังนั้นคุณภาพของเคลือบแก้ว จึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างของน้ำยา ความประณีตและความละเอียดอ่อนใส่ใจในการเตรียมผิวสีรถก่อนเคลือบของช่าง ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ถึงจะทำให้งานเคลือบแก้วนั้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เพราะหากทาไม่ดีและไม่ทั่วแล้ว โอกาสที่น้ำยาเคลือบแก้วใสๆ จะกระจายตัวปกป้องผิวรถทั้งคันคงเป็นไปได้ยาก

วิธีการทำเคลือบแก้วแบบที่ 2 เคลือบแก้ว/เคลือบเซรามิกระบบพ่น (Airbrush/Spray Gun) เป็นเทคนิคการเคลือบแก้วที่มีขั้นตอนการเตรียมงานและเตรียมอุปกรณ์ค่อนข้างยาก เนื่องจากเทคนิคการพ่น จะช่วยส่งผ่านน้ำยาเคลือบแก้วผ่านอุปกรณ์การพ่นเฉพาะทาง อาทิเช่น Spray Gun หรือ Air Brush ในการลงน้ำยาเคลือบแก้วกับสีผิวของรถ ทำให้ช่างสามารถลงน้ำยาได้ทั่วและเร็วขึ้นแต่จำเป็นต้อง ควบคุมห้องเคลือบแก้วมีลมน้อยที่สุด อุณภูมิที่เหมาะสม และจำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ เช่น กระจก พลาสติก ยาง สัมผัสกับน้ำยาเคลือบแก้วเพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้เป็นด่างหรือเป็นคราบได้ โดยการเคลือบแก้วระบบพ่นนี้ จำเป็นจะต้องใช้น้ำยาในปริมาณที่มากกว่าระบบทาเล็กน้อย ซึ่งบางแบรนด์มีน้ำยาสำหรับพ่นโดยเฉพาะ บางแบรนด์ ใช้น้ำยาสำหรับทาใส่กาพ่น แล้วเช็ดตาม บางแบรนด์ผลิตน้ำยาใช้ได้ทั้งพ่นและทา แถมไม่ต้องเช็ดตาม ซึ่งในมุมของผู้เขียนการเช็ดหรือไม่เช็ด ไม่ได้มีผลกับคุณภาพของงาน เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำยาที่ลงและวิธีการที่ถูก design มาเท่านั้น ซึ่งการ เคลือบแก้วในแบบพ่นนั้นจริงแล้วผลงานก็ไม่ได้ไม่ต่างจากการลงน้ำยาแบบทา แต่ช่างจะสามารถลงน้ำยาได้เร็วทั่วและสม่ำเสมอ แต่ก็จะเสียเวลาในการเตรียมงานและอุปกรณ์ค่อน ข้างเยอะขึ้นเช่นกัน ซึ่งการเคลือบแก้วจะช่วยให้รถยนต์ยังคงสภาพการมีสีสันสวยงามเอาไว้ยาวนาน เนื่องจากการเคลือบแก้วช่วยเคลือบผิวชั้นบนสุดของชั้นสีเอาไว้อีกชั้นหนึ่งนั่นเอง

เคลือบแก้วเคลือบเซรามิก แบบพ่น Vs แบบทา อะไรดีกว่า

จริงๆ แล้วคุณสมบัติที่ได้ไม่ว่าจะแบบพ่นหรือทาจริงๆ มีข้อดีจุดเด่นและข้อด้อยที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การพ่นจะได้ความโปร่งใส Transparent ที่สูงกว่าทา ส่วนการทาก็มักจะได้ความหนาแน่นของน้ำยาที่สูง เป็นต้น ซึ่งปลายทางแล้ว ในการปกป้องและดูแลผิวสีรถล้วนขึ้นอยู่กับ ความใส่ใจดูแลของผู้ให้บริการ และคุณสมบัติของน้ำยาเป็นหลักทั้งในเรื่องของการยึดเกาะ อายุการใช้งาน ลดการเกิดรอยขีดข่วน ป้องกัน UV ล้วนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของน้ำยาเคลือบแก้วและเคลือบเซรามิค ที่ทางผู้ให้บริการเลือกใช้ให้กับรถของคุณ ซึ่งแน่นอนว่าน้ำยาเคลือบแก้วมีมากมายหลายยี่ห้อ มีทั้งที่บอกตรงๆ ว่าผลิตจีน บอกผลิตญี่ปุ่น หรือแม้แต่ อเมริกา หรือแม้แต่แพคกิ้งค์กรอกใส่ขวดตามบ้านเราหรือจีนแล้วบอกผลิตญี่ปุ่น หรือเยอรมัน ยุโรป ก็มีเพียบ สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา น้ำยาที่จะมาเคลือบบนรถเรา ว่ามันคือน้ำยาอะไร มีที่มาที่ไปจากไหน บริษัทมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ โดยเฉพาะถ้าอ้างอิงว่าน้ำยามาจากต่างประเทศ ให้หาข้อมูลดูว่าที่ประเทศเหล่านั้น มีน้ำยายี่ห้อนั้นๆ อยู่จริงหรือไม่  มี review จากผู้ใช้หรือผู้ชำนาญการมากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้าเลือกใช้น้ำยาเคลือบแท้ดีมีคุณภาพ และวิธีการเคลือบที่เหมาะสมแล้ว เราก็จะได้เคลือบแก้วที่สวย ทนทาน คุ้มค่า กับเงินที่เราต้องจ่ายไปอย่างแน่นอน